ก่อนอื่นขอเล่าเรื่องที่มาของความเป็นชาตินิยมก่อน
แล้วจะอธิบายว่า เพราะอะไร มันถึงเป็นเรื่องล้าหลังไปแล้ว

หากมองถึงประวัติศาสตร์โลกแล้ว
ชาตินิยม เป็ํนแนวคิดที่ค่อนข้างใหม่
คือ ในยุโรป เริ่มมีมาประมาณ300กว่าปีนี้เอง
ส่วนในเอเชีย ก็พึ่งจะแพร่หลายเมื่อ100กว่าปีก่อน

สาเหตุหลักมาจากการพัฒนาโครงสร้างการปกครอง
ที่ทำให้สิ่งที่เรียกว่า “ชาติ” เป็นจุดสูงสุดขององค์กรณ์
และความภักดีของประชาชน อยู่ที่ตัวของชาติ
ซึ่งต่างจากแนวคิดอื่นๆ

เช่น ในระบอบสมบูรยานาสิทธิราช
กษัตริย์ และราชวงศ์ คือจุดสูงสุด
ความภักดีของประชาชนอยู่กับคนที่ตนถือว่าเป็นนาย
ความเป็นอยู่ของราชวงศ์ มีความสำคัญมากกว่าเรื่องอื่น
ต่อให้ประเทศจะสูญสลาย แต่ขอให้นายได้อยู่เป็นพอ

อย่างใน ไทย และดินแดนๆรอบ เดิมทีไม่มีสิ่งที่เรียกว่าชาติ
เมืองแต่ละเมืองปกครองกับแบบกึ่งรัฐอิสระ
โดยที่ประชาชนถือว่าเจ้าเมืองตัวเองเป็นนาย
ส่วนเจ้าเมืองที่เล็กกว่า ก็ถือเอาว่าผู้ครองเมืองที่ใหญ่กว่าเป็นนาย
การแปรพรรคไปเข้าร่วมกับเมืองอื่น
เป็นเรื่องของความพรรคดีที่มีต่อราชวงศ์ ไม่ใช่เรื่องของความเป็นชาติ

ส่วน ความเป็นชาตินิยม ในไทย
มีการเปลี่ยนแปลงแพร่หลายมาอย่างมาก ในสมัยจอมพล ป.


 

ใน สมัย จอมพล ป.
ชาตินิยมเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นต่อการอยู่รอดของไทย

ในช่วงยุคล่าอาณานิคม จากการที่ดินแดนรอบๆไทย ได้กลายเป็นอาณานิคมตะวันตกกันหมด
ดินแดนที่ยังไม่ตกไป และยังมีความภักดีต่อ ราชวงศ์จักรีอยู่
จึงได้ถูกรวมตัวกันกลายมาเป็น”ประเทศ” โดยปริยาย

ในสมัย จอมพล ป.
ไทยถูกคุกคามจากหลายๆด้าน ทั้งในและนอกประเทศ
แนวคิดชาตินิยม จึงมีความสำคัญ เพราะ

เป็นการ
ป้องกันการคุกคามจากทั้งภายในและภายนอก
ด้วยการเปลี่ยนความภักดีของประชาชนมาอยู่กับชาติ

ซึ่ง เดิมทีนั้น ประเทศไทยเต็มไปด้วยผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติและศาสนา
มีทั้งไทย ขอม มอญ แขก และอื่นๆ การแบ่งเชื้อชาติ เป็นปัญหาที่มีมาช้านาน
แต่ในสมัยจอมพล ป. ความเป็น “ประชาชนไทย” ถูกกำหนดขึ้นโดยไม่เกี่ยงเรื่องเชื้อชาติ
เรื่องทางเชื้อชาติ จึงไม่ใช่ประเด็น เพราะทุกคนคือ “คนไทย” กันหมด

และเมื่อคนในชาติถูกรวมกันเป็นหนึ่งได้
ก็สามารถทำการพัฒนาเพิ่มความเข้มแข็งภายใน
ให้มาต่อกรกับภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทีนี้ ขอพูดเรื่องผลเสียจากความเป็นชาตินิยม

อย่างที่ได้พูดไปแล้วว่า

จุดประสงค์หลักๆของชาตินิยม
คือการรวมพลังของประชาชน มาพัฒนาภายใน
เพื่อปกป้องภัยคุกคามจากทั้งภายในและภายนอก

แต่มันก็มีผลเสียตามมาด้วย

ซึ่ง

ขออธิบายก่อนว่า เรื่องที่จะพูดต่อไปนี้
จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องชาตินิยม
แต่ เป็นเรื่องที่คนส่วนหนึ่งคิดกันไปเองว่าใช่

คือแนวคิด

  1. Pseudo Nationalism – คิดว่าชาติตัวเองต่ำต้อยกว่าทุกเรื่องเมื่อเทียบกับชาติพัฒนาแล้ว
  2. Etchnocentricism – คิดว่าชาติตัวเองดีเลิศทุกอย่างเมื่อเทียบกับชาติอื่น

 

ยกตัวอย่าง

นายA นายB นายC อยู่ เกษตร จะไปบางนา แต่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว

นายAบ่นว่า “ระบบคมนาคมกรุงเทพยังไม่สะดวก BTSยังมาไม่ถึงเกษตร
นายB ต่อว่า “ใช่ๆ สู้โตเกียวก็ไม่ได้ รถไฟไปได้หมด ไทยนี่ล้าหลังจังเลย
นายC ต่อว่า “แค่นี้ ต่อแท็กซี่ไปBTSก็ได้นี่ ถ้าไม่พอใจก็ไปอยู่โตเกียวซะสิ!

ประเด็นนะครับ
เรื่องที่ทั้ง3คนพูดนั้น มันมี ข้อเท็จจริง อยู่สองอย่างคือ
BTSในปัจจุบันยังมาไม่ถึงเกษตร และ รถไฟในโตเกียวสะดวก

ซึ่ง เรื่องที่นายAพูดมา เป็นเพียงการพูดข้อเท็จจริงเท่านั้น
แต่ นายB ซึ่งเป็น Pseudo Nationalist
เอาเรื่องเดียวมาเหมารวม สรุปว่าชาติตัวเองแย่ไปหมด

และ นายC ซึ่งเป็นEtchnocentricist จะยอมไม่ได้
ถ้ามีคนพูดอะไรที่ทำให้ชาติอื่นดูดีกว่า

แล้วปัญหาคืออะไร?

คนที่เป็น Pseudo Nationalist ไม่ได้สนเรื่องการพัฒนา
เขาสนแต่ว่า เราด้อยกว่าประเทศอื่นยังไงเท่านั้น

ส่วน Etchnocentricist
จะมองไม่เห็นสถานการณ์ความเป็นจริง
คิดเอาแต่ว่า ตัวเองดีเลิศอยู่แล้ว ไม่ได้คิดจะพัฒนา

ซึ่งอันที่จริงแล้ว ทุกประเทศมีข้อดีข้อด้อยกันหมด
ไทยเองก็มีข้อดีที่ญี่ปุ่นด้อยกว่า อย่างค่าครองชีพถูกกว่า
ในขณะที่ Nationalist ของแท้

จะเอาข้อมูลที่ได้ ทั้งเรื่องดีและไม่ดี มาประยุกต์ใช้พัฒนาชาติตัวเอง

สรุปคือ คนทั้งสองประเภท
มักจะรับรู้ข้อมูลอย่างบิดเบี้ยว
เรื่องที่ พูดมา
เอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ทั้งนั้น

 


 

ทีนี้ ขอเข้าเรื่องว่า เพราะอะไรมันถึงเป็นเรื่องล้าหลัง

ถึงแม้ว่า Pseudo Nationalist และ Etchnocentricist จะไม่ได้เป็น Nationalist
แต่พวกเขา เป็นผลพลอยได้ ที่เกิดมาจากความเชื่อที่บิดเบี้ยว ของเรื่องชาตินิยม

บุคคลเหล่านี้่ ไม่เหมาะสมต่อการทำงานกับต่างชาติ

แต่

ในปัจจุบัน
ไทยเป็นประเทศที่อยู่รอดได้ด้วยการค้าขายกับต่างชาติ

คนที่เป็น Pseudo Nationalist จะมองแต่ประเทศที่”พัฒนาแล้ว”
จนทำให้มองไม่เห็น “ประเทศที่กำลังพัฒนา”
แต่ในปัจจุบัน คุณต้องรู้ทั้งหมด

อย่าง “ประเทศที่กำลังพัฒนา” ก็อาจจะมีข้อดีเรื่องแรงงานถูก
หรือ ขาดแคลนสินค้าที่เราสามารถผลิตได้
แต่”ประเทศพัฒนาแล้ว”ไม่ต้องการ

การชื่นชมแต่ “ประเทศพัฒนาแล้ว”
จะนำไปสู่ความพ่ายแพ้
ในศึกอุตสาหกรรม

คนที่เป็น Etchnocentricist จะมีนิสัยเหยียดชาติอื่นด้วย
แต่ในปัจจุบัน เศรฐกิจไทยเดินได้ด้วยแรงงานต่างด้าว
ต้องอาศัยอยู่ร่วมกันได้

มันไม่ใช่ยุคที่
การเรียกคนต่างจังหวัด ว่า ลาว

จะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้แล้ว

 


เรื่องท้ายสุด

จริงๆแล้ว การรักบ้านเกิดเมืองนอน
มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์

ถ้าประเทศนั้นดีกับเขา
เขาก็จะรักมันเองโดยไม่ต้องสอน

ถ้าชาติมันจะล่ม เพราะคนไม่กี่คนบอกว่าไม่รักชาติ
ก็แสดงว่า ชาติๆนั้นมันอ่อนแอจนถึงขีดสุดแล้ว
ก็ปล่อยให้มันล่มไปเถอะครับ

ถ้าประเทศชาติมันไม่ได้อ่อนแอถึงขนาด
ต่อให้คนทั้งประเทศบอกไม่รักชาติ
มันก็ไม่ได้ส่งผลอะไร
แล้วจะไปสนให้เสียเวลาทำไม?

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s