เรื่องนี้ต่อเนื่องจากดราม่าคราวก่อนครับ
ยังรู้สึกขัดใจเกี่ยวกับความเห็นที่มีคนพูดว่า

การเรียนไม่ได้ผลดี เป็นความผิดของนักเรียนที่ไม่ขยัน เอง

ก็เลยอยากจะมาเล่าประสบการณ์การศึกษาของตัวเองหน่อย

และขอพูดสรุปเอาไว้ก่อนครับว่า

สภาพแวดล้อมของสถาบันการศึกษา
ส่งผลอย่างมากต่อความสำเร็จของผู้ที่ได้รับการศึกษา


 

เรื่องเริ่มราว16ปีก่อน ตอนนั้นปี2001
ผมพึ่งจะจบการศึกษา ม.ปลาย ระดับชั้นนำ ในต่างประเทศแห่งหนึ่ง

แล้วมีเป้าหมายในชีวิตที่อยากจะประกอบอาชีพ
ที่เราขอเรียกย่อว่าอาชีพ [Sigma]

ซึ่งอาชีพSigmaนี้ มีอยู่หลายสาย
เช่น SigmaA SigmaD SigmaP SigmaL และอื่นๆ

ปัญหาคือ สังคมที่เราอยู่ในตอนนั้น ไม่มีงานสายSigmaที่จะให้เรามาประกอบอาชีพได้
มหาวิทยาลัยที่อยู่ในระยะเดินทางได้ ไม่มีสอน D L
มีสอน A กับ P
แต่มันเป็น A ที่ไม่ใช่ SigmaA และ เป็น P ที่ไม่ใช่ SigmaP

เพราะตอนนั้น ในสังคมดังกล่าวไม่ได้เอื้ออำนวยให้เราประกอบอาชีพ Sigma
+ คะแนนสายA กับสายP ในช่วงมัธยมเราแย่มาก ก็เลยล้มเลิกความพยายามไป

ในช่วงนั้นเราไม่มีเป้าหมายในชีวิต
ก็เลยไปเข้าเรียนสายE เพราะคะแนนช่วงมัธยมของเราดี

โดยคิดเอาตอนนั้นว่า
เข้าเรียนไปแล้วคงจะหาหนทางประกอบอาชีพได้เอง

ผลที่ได้…..

ลาออกตอนปี2 เพราะมองไม่เห็นอนาคตตัวเอง

 


 

หลังจากนั้นก็อยากจะไปญี่ปุ่นเลย แต่มีปัญหาติดขัดที่ทำให้ไปไม่ได้
เลยตัดสินใจกลับไทย

เพราะ

ถึงแม้จะไม่ได้มี SigmaA SigmaD SigmaP สอน

แต่

สังคมไทยตอนนั้นมีกลุ่มคนที่เข้าใจว่า อะไรคือ SigmaA

ก็เลยเข้าไปเรียน สายA ที่ มหาวิทยาลัยในไทยแห่งหนึ่ง

……. เรียนจบใน3ปี และได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

…..ตอนนั้นก็เลยเข้าใจแล้วว่า

ไม่ใช่ว่าเราทำงานสายAไม่ได้

แต่ที่ก่อนหน้านี้เราทำไม่ได้
เพราะ สภาพแวดล้อมมันไม่ได้อำนวย
และโรงเรียนมัธยมในต่างประเทศที่อยู่มา
เขาไม่ได้สอนด้วยวิธีที่เหมาะสมกับเรา

—–

ตรงนี้ขอพูดขยายความหน่อยว่า
ก่อนที่เราจะกลับมาเข้ามหาวิทยาลัยในไทย
ยุคนั้นInternetยังเป็นของราคาแพงอยู่ Youtubeก็ยังไม่มี
อยากจะได้ความรู้ระดับแนวหน้าก็ต้องสั่งซื้อหนังสือจากต่างประเทศ
มันไม่ใช่ยุคที่จะหาอะไรเรียนเอาเองได้เกือบทุกอย่างเหมือนสมัยนี้

สภาพแวดล้อม และลักษณะของสถาบันการศึกษา
จึงเป็นสิ่งที่ตีกรอบความสามารถของบุคคลเอาอย่างมาก

 


 

ต่อมา จะไปเรียนต่อโรงเรียนวิชาชีพที่ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นมีสอนครบหมดทั้ง SigmaA SigmaD SigmaP
เนื่องจากว่าเราเรียนA มาจากไทยแล้ว เราต่อยอดศึกษาSigmaAเองได้
+ สายP ในช่วงมัธยมเราแย่มาก
ก็เลยมาเข้าเรียน SigmaD

…………………….
………………..
……….
…..

ผิดหวังที่สุดในชีวิต เพราะอาจารย์ที่สอนห่วยแตกมาก

มีฝีมือ

มีประสบการณ์

แต่

สอนคนไม่เป็น

เรื่องนี้เคยพูดเอาไว้แล้วในสไลด์นี้

แล้วพอดี สายSigmaD
เข้าให้เรียนPด้วยครึ่งหนึ่งของSigmaPสายตรง

……..อาจารย์สายSigmaPสอนเก่งมาก
เราดันทำได้ และทำได้ดีกว่าเฉลี่ยSigmaPคนอื่นด้วย

ก็ดันกลับไปตรงสมัยมัธยมอีกว่า

ไม่ใช่ว่าเราทำงานสายPไม่ได้

แต่ที่ก่อนหน้านี้เราทำไม่ได้
เพราะ เขาไม่ได้สอนด้วยวิธีที่เหมาะสมกับเรา

หลังจากนั้นก็หางานในญี่ปุ่นได้
และทำงานสายSigmaD แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
เลยต้องมาเรียนต่อเอาเองทีหลัง

 


 

ต่อมา อันนี้เป็นเรื่องปี2014
รำคาญคนมาบ่นเรื่องไม่ยอมเรียนโท

ก็เลยไปสมัครเข้าเรียนโทในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

……เข้าไปได้3เดือนออก
เพราะทนอาจารย์สอนล้าสมัยไม่ไหว

สอนพลาดเยอะมาก
และเรื่องที่เขาสอน
เรารู้มาหมดแล้ว
ตั้งแต่เรียนAมาจากมหาวิทยาลัยในไทย

มาชั่งราคาดู

ค่าเล่าเรียน + ค่าเสียเวลา2ปีจากการไม่ได้ทำงาน
= เงินเป็นล้านบาท

เราไม่ได้ทำงานที่ต้องใช้วุฒิ
+ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ความรู้หาได้ง่ายขึ้น
+ มีความรู้พื้นฐานอยู่แล้ว

= เราเรียนเองเดือนเดียวก็เสร็จ

ค่าเล่าเรียนที่จะเสียไป ไม่คุ้มค่ากับผลลัพภ์ที่จะได้
ก็เลยตัดสินใจไม่เรียน กลับไปทำงานต่อ

 


ทีนี้ ขอกลับไปที่หัวข้อเริ่มต้น

ขออธิบายหน่อยว่า
ผลลัพภ์ของการศึกษา จะแบ่งออกมาได้จาก3ปัจจัยหลักๆด้วยกัน

คือ

สมรรถภาพในการเรียนรู้ของนักศึกษา
ขอแบ่งเป็น
0% ไม่เหมาะกับวิชาที่เรียน ต่อให้คนสอนเก่ง ก็พัฒนาฝีมือไม่ได้
50% ต่อยอดเอาได้ถ้ามีคนสอนพื้นฐานให้
100% เรียนเอาเองได้ตั้งแต่ต้น
และ
สมรรถภาพของสถาบันการศึกษา
0% อาจารย์สอนไม่เป็น
50% อาจารย์สอนเรื่องพื้นฐานให้ไปต่อยอดเองได้
100% สอนให้มีความรู้และฝีมือระดับแข่งกันในวงการได้เลย

นักศึกษากลุ่ม0% จะไม่มีทางประสบความสำเร็จ
และนักศึกษากลุ่ม100% ไม่ต้องพึ่งอาจารย์ก็ประสบความสำเร็จได้

แต่

ในกรณีที่เป็นนักศึกษากลุ่ม50%
โรงเรียน0% => นักศึกษาเรียนไม่รู้เรื่อง
โรงเรียน50% => ไปเรียนต่อยอดเอาเองทีหลังได้
โรงเรียน100% => นักศึกษาทำผลงานได้ดีเลย

เพราะฉนั้น ความเห็นที่ว่า

การเรียนไม่ได้ผลดี เป็นความผิดของนักเรียนที่ไม่ขยัน เอง

จึงไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด

เพราะต่อให้นักศึกษามีศักยภาพธรรมดา
แต่ถ้าอาจารย์ที่สอนไม่มีความสามารถในการสอนที่เพียงพอ
นักศึกษา ก็จะเรียนได้ผลลัพภ์ที่ไม่ดีเช่นกัน

 


 

ถ้าไล่อ่านตามมาจากข้างบน ก็คงจะพอเข้าใจกันนะครับว่า
ผมเป็นคนกลุ่มนักศึกษา50%
คือต้องมีคนมาปูพื้นให้ก่อน
ถึงจะสามารถไปเรียนต่อยอดเอาเองได้

สมัยมัธยม ผมไม่ประสบความสำเร็จเพราะ
เป็นโรงเรียนที่มีความเหมาะสมต่อผม0%

มหาวิทยาลัยในไทย
มีอาจารย์ครบทั้งสามกลุ่ม ทั้ง100% 50% 0%
อันนี้ผมประสบความสำเร็จได้
ก็เพราะผมโชคดีที่ได้อาจารย์กลุ่ม100%กับ50%มาสอนเป็นส่วนมาก
คนที่0%ก็มี แต่มีเป็นส่วนน้อย

โรงเรียนวิชาชีพในญี่ปุ่น
อาจารย์สายSigmaA สัก10%
คือไม่ใช่ไม่มีสาระเลย แต่สอนแย่มากๆ เลยต้องมาเรียนเพิ่มเอาเองทีหลัง
แต่อาจารย์สายSigmaP 100% สอนเก่งมาก

โทมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น
เลิกเรียนต่อ เพราะเจออาจารย์0%

สรุปตรงนี้อีกครั้ง คืิอ

สภาพแวดล้อมของสถาบันการศึกษา
มีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จ
ของผู้ที่ได้รับการศึกษา

 


 

ทีนี้ ขอกลับไปที่เรื่องดราม่าคราวก่อนหน่อย

คราวก่อน ผมพูดไปว่า
อย่างน้อยคนที่ทำสไลด์เขาก็มีประสบการณ์มากพอที่จะออกความเห็นได้

ก็มีคนมาแย้งนะครับว่า

เขาไม่มีฝีมือพอจะมาวิจารณ์ได้

…….

ซึ่ง……

อันนี้ผมขอพูดตามความเห็นตรงๆนะครับว่า
มันเป็นความเห็นที่งี่เง่ามากครับ

ถ้าจะยกตัวอย่างง่ายๆหน่อย

มันเหมือนการพูดว่า
คุณไม่มีคุณสมบัติจะมาวิจารณ์ภาพยนตร์

ถ้าคุณไม่มีฝีมือจะสร้างมันขึ้นมาเอง

คือ เขาเรียนจบมหาวิทยาลัยมาจากสาขาที่พูดโดยตรง
เขาฝึกเรียนเองมาตลอดหลังจบ
เขาเรียนเสริมจากโรงเรียนหรืออาจารย์ที่อื่นๆด้วย

=>
แล้วเขาพูดเรื่องการสอนที่เขาเห็นว่าไม่ดี
เขาไม่ได้พูดเรื่องฝีมือ หรือการสร้างผลงาน

เรื่องที่เขาพูดมาผิดหรีือถูก อันนี้อีกเรื่องหนึ่ง
แต่ ถ้าเขาไม่มีคุณสมบัติจะพูด แล้วใครจะมีหรือครับ?

นอกไปจากนี้ จากตัวอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า

ฝีมือในการทำผลงานของอาจารย์
ไม่ได้เท่ากับ
ความสามารถในการสอน

คนที่มาเป็นอาจารย์ได้
อย่างน้อยก็น่าจะมีฝีมือและประสบการณ์ทำงานกัน
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะสอนเก่งกันหมด

คนที่สอนเก่งก็มี คนที่สอนไม่เก่งก็มี
แล้วในสไลด์ที่ว่านั้น เขาพูดเรื่องการสอนที่ไม่ดี
เขาไม่ได้พูดเรื่องการสอนที่ดี
มันเป็นคนละเรื่องกัน

อย่างยกตัวอย่างอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของไทย

ที่ผมเจอมา คือมีอาจารย์0%คนหนึ่ง
มีฝีมือและชื่อเสียงโด่งดังในวงการมาก
แต่ความสามารถในการสอนย่ำแย่สุดๆ

กับ อาจารย์100%คนหนึ่ง ซึ่งวาดรูปได้ห่วยมาก
แต่ เก่งทฤษฎีและเชี่ยวชาญด้านการถ่ายทอดความรู้
นักศึกษาที่เรียนด้วย ถึงได้เก่งขึ้นมาได้

คนที่มีฝีมือด้วย และสอนเก่งด้วย ก็มีเหมือนกัน

มันจึงไม่สมเหตุสมผลเลยที่จะมาบอกว่า
คุณจะต้องมีฝีมือ
ถึงจะรู้ว่าการเรียนการสอนที่ดีเป็นอย่างไร

และนี่ก็ไม่ได้เป็นแต่มหาวิทยาลัยในไทยด้วย
โรงเรียนที่ไหนในโลกก็มี

 


 

เรื่องสุดท้าย

อันนี้จากวิชาตรรกศาสตร์นะครับ

การที่บุคคลที่พูด ขาดคุณสมบัติ
อาจทำให้ความน่าเชื่อถือน้อยลง

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเรื่องที่เขาพูดจะผิด

ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับความเห็นเขา
คุณต้องหาหลักการมาอธิบายว่า
ที่เขาพูดนั้นผิดอย่างไร
ไม่ใช่มาพูดโจมตีความเป็นบุคคลเขาครับ

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s