ที่มา

ก่อนหน้านี้หน่อยหนึ่ง มีข่าวที่ Huawei บริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ของจีน มาเปิดบริษัทที่ญี่ปุ่น
และมีเงินเดือนเริ่มต้น4แสนเยน ในขณะที่เงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ยนคนญี่ปุ่นอยู่ที่2แสนเยน
ทำให้เป็นที่ฮือฮากันมากว่า
อยากย้ายไปทำกันมั่ง
นี่ญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศชั้นนำแล้วใช่ไหม
บริษัทญี่ปุ่นที่ไม่ขึ้นเงินเดือนให้นะ ล้มๆไปเถอะ
และอื่นๆ

ทีนี้ พอมีข่าวนี้ออกมา ในTwitterก็มีทวีตแนว ขอเพิ่มเงินเดือนออกมาเป็นจำนวนมาก
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มักจะมีความเห็นแนว เงินเดือนน้อยไม่เป็นไร ขอให้ได้ทำงานที่ๆไม่กดขี่
แต่พอมีเรื่องเงินเดือนสูงมาให้ดู ก็ออกมาพูดขอเพิ่มเงินเดือนกัน

ทีนี้ คุณหมอก็เลยมาออกความเห็นว่า

ตอนนี้ญี่ปุ่นเป็นประเทศด้อยพัฒนาแล้วสินะ

 


 

คุณหมอเล่าว่า
เมื่อ10ปีก่อน ได้เคยไปประเทศที่กำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก
แล้วก็มาโดน Culture Shock ว่า
คนประเทศนี้พูดเรื่องเงินกันอย่างไม่อายเลย เช่น
[แกเป็นคนญี่ปุ่นมีเงินนี่ ขอเงินหน่อยสิ]
[คนญี่ปุ่นรวยจะตาย แกต้องเอาเงินให้พวกเราสิ]
ซึ่งคนที่พูดก็มีกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่ ร้านค้า หรืออะไรก็ตาม คนประเทศนี้พูดเรื่องเงินกันมาก่อนเลย

คุณหมอกล่าวว่า คุณหมอถูกสั่งสอนมาในสังคมที่บอกว่าการพูดเรื่องเงินเป็นเรื่องไม่ดี
พอเห็นอย่างนี้แล้วก็อึ้งพูดอะไรไม่ออก
และสงสัยว่า ทำไมคนพวกนี้ถึงไม่ทำงานหาเงินกันเอง? มาขอทำไม?
ถ้าอยากได้เงินกันขนาดนั้น ทำงานก็หาได้แล้วแท้ๆ

แต่พอได้มาพูดเรื่องนี้กับคนท้องถิ่นแล้ว ความเห็นก็เปลี่ยนไป
คนท้องถิ่น [ในญี่ปุ่น ทำงานอาบเหงื่อวันหนึ่งได้เงินเท่าไหร่เหรอ?]
คุณหมอ [แรงงานญี่ปุ่น ทำงานวันหนึ่งก็น่าจะได้ประมาณ8พันเยนนะ]
คนท้องถิ่น [รายได้แรงงานของคนที่นี่เดือนละ800เยนนะ]
คุณหมอ [ว่าไงนะ?]
คนท้องถิ่น [แล้วที่ว่า800เยนนั่นนะ คนที่ได้มาเป็นแรงงานก็มีไม่มากด้วยนะ ที่นี่ไม่ได้เป็นประเทศที่มีงานให้ทำเหลือเฟือแบบญี่ปุ่นนะ]
คุณหมอ […….]

คนท้องถิ่น [ฟังผมนะ การขอทานนะ เป็นอาชีพอย่างหนึ่งของประเทศนี้ เพราะถ้าไม่ทำก็จะไม่มีกินกัน แต่พวกคุณก็คงจะไม่เข้าใจกันสินะ]

เสร็จแล้วคนท้องถิ่นก็ขอให้คุณหมอเลี้ยงเบียร์ด้วย1แก้ว

 


 

หลังจากนั้นแล้ว คุณหมอก็ได้ไปพูดกับผู้ใหญ่ยุคฟองสบู่
ผู้ใหญ่บอกว่า คนหนุ่มสมัยนี้นี่ไม่เอางานกันเลย
อย่างตอนฉันหนุ่มๆนะ ฉันพยายามจนหาเงินมาได้ แต่คนหนุ่มเดี๋ยวนี้่ไม่สู้กันเลย
อย่างนี้ละสิ ญี่ปุ่นถึงได้ถอยหลังเอาไง

คุณหมอเล่าต่อว่า ก่อนที่คุณหมอจะได้ไปประเทศนั้น ก็คิดเหมือนกันกับที่ผู้ใหญ่พูด
คือ เงินเป็นของที่พยายามหาถึงจะได้มา และคนหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่มีใจกันเลย
แต่พอได้ไปแล้ว ก็มาเปลี่ยนความคิดเอา

ถ้าคุณไปอยู่ในประเทศนั้น ต่อให้คุณพยายาม2เท่า อย่างมากก็ได้เดือนละ1600เยน
แต่ถ้าคุณมาอยู่ในญี่ปุ่นแล้วทำงานห้องแอร์
ต่อให้คุณไม่พยายาม คุณจะทำเงินได้มากกว่านั้นเกิน10เท่า

 

สรุปคือ

จำนวนของรายได้ ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันกับความพยายาม
แต่อยู่ที่ว่า คุณได้ไปทำงานอยู่ที่ไหนต่างหาก

 

ซึ่ง ตอนที่คุณหมอเริ่มคิดเรื่องนี้ได้
ก็เป็นช่วงที่สังคมเริ่มพูดกันเรื่องแรงงานนรกแล้ว

และนั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่า ญี่ปุ่นกำลังจะเป็นประเทศถอยหลัง

 


 

คุณหมอเล่าต่อว่า

เรื่องที่เชื่อกันว่า ถ้าพยายามแล้วเงินเดือนจะเพิ่ม เป็นเรื่องโกหก

ในสมัยยุคเศรฐกิจฟองสบู่ ที่คนญี่ปุ่นมีเงินเดือนเพิ่มกันเรื่อยๆ
ก็เป็นเพราะว่าคนญี่ปุ่นตอนนั้นชนะในศึกเศรฐกิจ
ทำให้มีเงินไหลเข้าประเทศมาเป็นจำนวนมหาศาล

คนที่อาศัยกันอยู่ในยุคนั้น ต่อให้ตัวเองไม่พยายามแต่เงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพราะมันเป็นกลไลทางตลาด จากการที่เศรฐกิจเติบโตขึ้นมา
มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นเลย

แต่ในยุคปัจจุบัน เศรฐกิจญี่ปุ่นชะงัก
ญี่ปุ่นไม่สามารถดึงเงินมาจากต่างชาติได้มากเหมือนแต่ก่อน
มันจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้ญี่ปุ่นเติบโตได้ในอัตราเดียวกันแบบสมัยก่อน

พอเป็นอย่างนี้แล้ว บริษัทก็ไม่สามารถที่จะขึ้นเงินเดือนให้พนักงานได้
จะจ่ายค่าOTก็ไม่มี
พอขึ้นเงินให้ไม่ได้ ก็ไม่มีอะไรจะมาจูงใจพนักงาน

เมื่อมองอย่างนี้แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่คนหนุ่มสาวยุคนี้จะไม่มีแรงใจทำงานกัน
เพราะต่อให้พยายาม หรือทำOTไป รายได้ก็ไม่เพิ่ม
กลับบ้านตรงเวลาตอนงานเลิก ยังจะดีเสียกว่า

 

 


 

ทีนี้ มาพูดกันเรื่อง ทำไมบริษัทHuawei ถึงให้เงินได้มากกว่าบริษัทญี่ปุ่นถึง2เท่าได้

คุณหมอบอกว่า มันก็เป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องที่เจอ
ในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อ10ปีก่อน

พูดง่ายๆคือ เขาให้ได้ เพราะขนาดเศรฐกิจของจีนตอนนี้ ใหญ่เป็น2เท่าของญี่ปุ่น

สมมุติว่า มีพนักงานใหม่2คน
คนหนึ่งเข้าบริษัทญี่ปุ่น อีกคนเข้าHuawei
ต่อให้พยายามยังไง คนที่เข้าบริษัทญี่ปุ่น
คงจะไม่สามารถมีรายได้เทียบกับคนที่เข้าHuaweiได้เลย

สรุปคือ

มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าคนหนุ่มสาวมีความพยายามหรือเปล่า
เพราะต่อให้พยายามไป มันก็ไม่มีค่าอะไรเลย

 


 

กลับมาเรื่อง Twitter
เดี๋ยวนี้ มีคนบ่นในTwitterเรื่องขอขึ้นเงินเดือนกันมาก
คุณหมอบอกว่า นี่เป็นสัญญะลักษณ์ที่บอกว่า
จิตใจคนญี่ปุ่นมีความเป็นขอทานกันมากขึ้น

เพราะโดยลึกแล้ว การจะมาพูดว่า
[ผู้บริหารมีเงินตั้งขนาดนี้ น่าจะแบ่งมาเพิ่มเงินเดือนให้หน่อย]
มันก็เหมือนกับการจะมาพูดว่า
[แกมีเงิน เอาเงินมาแบ่งให้ฉันสิ]

ซึ่งตรงนี้คุณหมอก็บอกต่อว่า
อย่ามานึกว่าที่พูดนี่หมายถึงอย่าขอเงินเดือนเพิ่ม

แต่จงรับรายได้ที่เหมาะสมต่อผลของการทำงาน

เช่น

[ ผมทำให้บริษัทมีรายได้ขนาดนี้ ผมควรที่จะได้ส่วนแบ่งเท่านี้ ]
[ รายได้มาตรฐานของคนวงการมีเท่านี้ ผมควรจะได้ขึ้นมาหน่อย ]

เป็นต้น

การที่จะมาพูดว่า[ ผมพยายามทำงานแล้ว เพิ่มเงินเดือนหน่อย ]
มันไม่ได้ต่างกับการที่คนในประเทศด้อยพัฒนามาขอทานเอาเลย

 

ซึ่งจริงแล้วๆ ตอนนี้ญี่ปุ่นก็ยังเป็นประเทศมีฐานะอยู่
ก็มาช่วยกันคิดจะดีกว่าว่า

ทำยังไงดีถึงจะไม่ให้ประเทศนี้กลายเป็นประเทศขอทาน

 


 

 

……คุณหมอพูดไม่ไว้หน้าประเทศกำลังพัฒนาเลย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s