นิทานเรื่อง ปัญญาจากหมาขี้เรื้อนจาก manager.co.th

เรื่องมีอยู่ว่า ได้มีกัลยาณมิตรท่านหนึ่งได้กรุณานำนิทานเรื่องนี้มาให้ผมอ่าน
เพื่อเป็นแง่คิดในด้านการสงบจิตให้มีความสุข
ซึ่งเมื่อผมได้อ่านแล้ว ก็มีความเห็นว่า…. นี่เป็นนิทานที่งี่เง่าเอามากๆ
จึงอยากจะขอทำการวิเคราะห์นิยายนี้และอธิบายครับว่าเพราะอะไร

และขอเตือนว่า ถ้าท่านจะรับไม่ได้กับการที่ผมจะด่าตัวละครพระ ก็อย่าอ่านนะครับ


อย่างแรกที่อยากจะให้ทำความเข้าใจก่อนก็คือ

เรื่องนี้พยายามที่จะสื่อว่า จิตใจของพระหนุ่มเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง
แต่เมื่อได้พบคำสอนแล้วก็เกิดความเลื่อมใสในพระธรรม จนเข้าใจอะไรมากขึ้น
และตัดสินใจที่จะบวชต่อ

ซึ่งเรื่องในแนวนี้ก็มีอยู่มาก ไม่ได้ผิดหรือแย่อะไรครับ

แต่

อันนี้จะต่างกับเรื่องแนวเดียวกันอยู่ตรงที่ว่า เรื่องเหล่านั้นพระเอกเจอปัญหากับเรื่องทางโลก
แล้วได้รับการปลดปล่อย โดยพระธรรม

แต่พระหนุ่มในเรื่องนี้ ไม่ได้เลือกที่จะมาด้วยความเต็มใจ แต่มาเพราะถูกบีบคั้น
พระหนุ่มไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะศึกษาธรรม หรือแสวงหาการปลดปล่อย
และต้นเหตุของความร้อนรนในจิตใจ มีที่มาจากความไม่พอใจต่อวัด ไม่ใช่จากเรื่องทางโลกครับ


 

       วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่า ไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้า ก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่า ล้าสมัยไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี

ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง ก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปที ล้างไปบ่นไปประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมือง นอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้

      โอ้ชีวิต!ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่า ตัวเองเหนือกว่าทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทินนับถอยหลัง รอวันสึกด้วยใจจดจ่อ

โอเคครับ เข้าใจว่าจะสื่อว่า พระหนุ่มเป็นคนหลงตัวหยิ่งผยอง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องทีดี

แต่ถ้าคุณตัดเรื่องความไม่เหมาะสมเช่นความเย่อหยิ่งไป
ไม่ได้มีการอธิบายครับว่าสิ่งที่พระหนุ่มทำเป็นสิ่งที่ผิด

ในเรื่องการศึกษา ถ้าไม่มีพระรูปอื่นที่ถือคุณวุฒิสูงกว่า สิ่งที่พระหนุ่มพูดเป็นเรื่องจริง
การทานอาหารที่ไม่คุ้นเคยไม่ได้ เป็นเรื่องปกติของมนุษย์
ในเนื้อเรื่อง ไม่ได้มีการอธิบายว่า เพราะอะไรถึงไม่ใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงน้ำมันก๊าดไม่ได้
เขานั่งนานจนขาเป็นเหน็บชาจริง
ถึงจะบ่นเรื่องล้างห้องน้ำ แต่เขาก็ทำความสะอาด ไม่ได้อู้งาน
เอาปากกามาขีดปฏิทิน เป็นเรื่องปกติของคนมีกำหนดการครับ

——

ทีนี้ขอยกตัวอย่างเทียบเคียง [ขออภัยที่จำที่มาไม่ได้แล้ว]
ในเรื่องเล่าจีน มีเรื่องเกี่ยวกับ ปราชญ์ที่ถือตัวอยู่

มีปราชญ์อยู่สองคน คนแรกบอกว่าตัวเองบรรลุถึงธรรม มีศีลที่สูงส่ง
เมื่อคนที่สองได้ยิน ก็บอกว่า ปราชญ์คนแรกพูดผายลมออกมา
ปราชญ์คนแรกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่เมื่อรู้ตัว ก็ได้รู้แล้วว่าตัวเองเหลิงตัวไปเอง

ปราชญ์ในเรื่องนี้ โอ้อวดตัวเองว่าสูงส่ง
แต่การกระทำของเขาเองได้พิสูจน์ว่าเขาผิด ไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวเองคิด
ทำให้เกิดเป็นประเด็นความคิด ที่นำไปสู่การกลับใจได้

ประเด็นนะครับ
ในเรื่องนี้ พระหนุ่มไม่ได้โอ้อวดตัวเองว่ามีศีลธรรมที่สูงส่ง
เขาโอ้อวดตัวเองว่ามีปัญญาความรู้ แต่เนื้อเรื่องไม่ได้พิสูจน์ว่าความรู้ของเขาผิด

การแนะนำตัวละครแบบนี้ มันไม่ได้เป็นการแสดงว่า
พระหนุ่มหลงผิดอะไรถึงต้องกลับใจแล้วมาพึ่งพระธรรมในตอนหลัง

สิ่งที่การเล่าเรื่องนี้บอกมา มีแต่ว่าพระหนุ่มเป็นคนเย่อหยิ่งและขี้บ่นครับ

ทีนี้ ผมก็จะขอยกตัวอย่างความเป็นไปได้ ที่จะเปลี่ยนเรื่องนี้ให้เวิร์กนะครับ

การที่พระท้องถิ่นและเจ้าอาวาสเป็นพระป่า
ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้มีการศึกษา พระจบปริญญาเอก ความรู้สูงๆก็มี
ให้พระหนุ่มโอ้อวดความรู้ แต่กลายเป็นว่านั่นเป็นความรู้ตื้นๆที่แก้ปัญหาไม่ได้
พระท้องถิ่นแก้ปัญหาให้ได้ด้วยปัญญาที่เหนือกว่า แล้วมาเผยตัวเองตอนจบว่าเป็นคนจบปริญญาเอก
ทำอย่างนี้ นอกจากจะสร้างสภาวะที่ทำให้พระหนุ่มกลับใจ
ยังเป็นการสร้างความน่าเลื่อมใสให้พระท้องถิ่นที่มีปัญญาแต่ไม่โอ้อวดด้วย

ตัวอย่างที่สอง เรื่องไฟฟ้ากับตะเกียงน้ำมันก๊าด
อาจทำการดำเนินเรื่องได้ว่า ถ้าจะใช้ไฟฟ้าต้องไปเดินเสาไฟมา ซึ่งวัดไม่มีปัจจัยที่จะทำ
ถ้าจะทำก็ต้องไปขอบริจาคจากชาวบ้าน เป็นการเบียดเบียน
นี่จะเป็นเรื่องของการรู้จักใช้ปัจจัยอย่างพอเพียง และเป็นเรื่องธรรมในการรู้ที่จะไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ยังสามารถเป็นการผูกเรื่องให้พระหนุ่มรู้จักวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยากจน
ให้เขาสงสัยในปัญญาของตัวเอง นำไปสู่การกลับใจได้ด้วยครับ

 


 

ทีนี้ ขอเข้าเรื่องเจ้าอาวาส

 “เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหน มันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจหาว่า แต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี”

       “คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้ง วันเจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้น หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก”

…. ขอเทียบการอุปมาก่อนนะครับ

ธรรมชาติของหมาขี้เรื้อนนั้น มันคันเพราะมันเป็นโรค
มันเป็นโรคเพราะมันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สกปรก
การที่มันจะคันมันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เพราะมันเป็นโรค
มันจึงดิ้นรนเกากับหาที่นอนใหม่เพื่อหวังว่าการเปลี่ยนแปลงจะให้หายคัน
มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะอยู่ให้จิตสงบแล้วจะหายขี้เรื้อนได้

ถ้าคุณจะเทียบให้ได้ว่า พระหนุ่มนั่นแหละคือหมาขี้เรื้อน
วัด ก็จะเทียบได้กับสถานที่สกปรก เป็นเหตุให้หมานั้นขี้เรื้อนครับ

……แต่นี่ก็ไม่ใช่พระหนุ่มครับ

พระหนุ่มคือคนที่ถึงจะหยิ่งและโอ้อวด
แต่เขาก็เป็นคนมีความรู้ เขามีเจตจำนงค์ที่จะทำงานให้วัดดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การศึกษาธรรม และการสงบจิต ไม่ใช่จุดประสงค์ของเขา
ซึ่งในตรงนี้ ในเนื้อเรื่องก็ไม่ได้อธิบายว่า
พระหนุ่มทำอะไรผิดไปจากจุดประสงค์ของเขาเอง เขาถึงต้องมากลับใจ

ถ้าสิ่งที่เขาเสนอ มันขัดกับวินัยสงฆ์ อันนี้มีเหตุผลในด้านปฏิบัติธรรมที่พระรูปอื่นจะไม่ฟังเขา
ถ้าสิ่งที่เขาเสนอ มันเป็นเรื่องที่จะต้องทำให้พระรูปอื่นปรับตัว จนไม่มีสมาธิที่จะปฎิบัติธรรม
อันนี้ก็มีเหตุผลพอที่จะปฏิเสธ
หรือถ้าเป็นเพราะพระรูปอื่นไม่มีประสบการณ์ เลยยั้งไว้ไม่ลอง อันนี้ก็ยังมีเหตุผลในด้านการมีสติ

แต่นี่ไม่ใช่ครับ

ในเรื่องนี้ พระรูปอื่น ไม่ฟังเขา เพราะเขาพูดมากเย่อหยิ่ง
ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะสิ่งที่เขาเสนอนั้นมีปัญหา ทั้งๆที่มันอาจจะทำให้อะไรดีขึ้น
ซึ่งนี่ไม่ใช่การกระทำของผู้ที่มีปัญญาครับ

ส่วนเจ้าอาวาสก็เรียกหมาขี้เรื้อนว่าเป็นหมาโง่
ทั้งๆที่มันพยายามที่จะหลุดพ้นจากโรค และต้องการความช่วยเหลือ

ถ้าเจ้าอาวาสคิดว่า พระหนุ่มต้องการความช่วยเหลือแล้วละก็
วิธีการที่จะสอนแบบอุปมาโดยไม่ต้องเทียบแบบดูแคลนก็มีอยู่

พระหนุ่มไม่ได้โง่ และการที่จะทำให้เขากลับใจได้ มันคือการแสดงปัญญาที่เหนือกว่า
แต่เจ้าอาวาสก็เลือกที่จะเปรียบเทียบแบบดูแคลน

 

เจ้าอาวาสในเรื่องนี้ไม่ใช่พระที่มีธรรมหรือปัญญาให้มาเลื่อมใสครับ
นี่เป็นคนแก่ที่รำคาญคนหนุ่มขี้โวยวายแล้วหาเรื่องพูดเหน็บแนมเท่านั้น

 


 

ผมอยากจะลองเปรียบเทียบโดยการเปลี่ยนสถานที่ในเรื่องจากวัดเป็นบริษัทดูนะครับ

นี่จะเป็นเรื่องของเด็กจบใหม่ ที่อยากทำงานที่ดีๆ
แต่ถูกแม่บังคับให้ไปเข้าบริษัทคนรู้จักเพราะแม่ไปฝากเขาไว้
เสร็จแล้วก็ต้องไปทำงานกับระบบที่ไม่มีเหตุผลหรือมีประสิทธิภาพ
พออยากจะพัฒนาระบบการทำงานให้ดีขึ้น ก็ถูกคนอื่นแหยงใส่ว่าเอะอะน่ารำคาญ
เสร็จแล้วก็จำยอม ทำงานนั้นไป

ถ้าคุณเอาเรื่องมนุษย์เงินเดือนนี้ไปใส่ผ้าเหลือง คุณก็จะได้นิทานเรื่องนี้

……ธรรมะและปัญญาในเรื่องนี้อยู่ไหนหรือครับ?


 

 

Advertisements

1 Comment »

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s