หลายอารยธรรมในโลก มีระบบบรรดาศักดิ์ของตัวเองอยู่
ซึ่งพอแปลไปเป็นอีกภาษาแล้ว ความหมายเดิมเปลี่ยน
บทความนี้ขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาการเทียบชั้นบรรดาศักดิ์
นับจากบนไปล่าง
ไทย: สมเด็จเจ้าพระยา => เจ้าพระยา => พระยา => พระ => หลวง => ขุน
ยุโรป: Grand Duke => Duke/Prince => Marquis => Earl/Count => Viscount => Baron
จีน/ญี่ปุ่น: 王/大公 => 公 => 侯 => 伯 => 子 => 男


ถ้าหากว่าจะทำการแปลแบบเทียบบนไปล่างแล้ว
เจ้าพระยา = 公 = Duke
แต่หากคุณลองไปศึกษาตำราฝั่งยุโรปแล้ว จะพบว่ามีหลายตำราที่แปล
เจ้าพระยา = Marquis
ซึ่งถ้าดูแบบผิวเผินแล้ว อาจจะรู้สึกได้ว่า เขากดเราลงมา
แต่หากทำการศึกษาลักษณะขุนนางแล้ว จะเห็นได้ว่าพอจะมีเหตุผลอยู่
ความต่างหลักๆอย่างแรกระหว่างไทยกับยุโรปคือ
ชั้นบรรดาศักดิ์ของไทย ไม่ได้เป็นของสืบทอด แต่เป็นของพระราชทาน
แยกออกจากพระยศของชั้นราชวงศ์ สามัญชนสามารถได้รับเลื่อนได้ รวมไปถึงเจ้าพระยาด้วย
แต่ของยุโรป โดยทั่วไปจะเป็นของที่สืบทอดกันในสกุลเจ้าแคว้น
แคว้นไหนใหญ่กว่า สำคัญกว่า ก็มีชั้นบรรดาศักดิ์สูงกว่า
และDuke เป็นบรรดาศักดิ์ของเชื้อพระวงศ์ด้วย
ผู้นำของบางประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม Holy Roman Empire
ไม่ได้เรียกตัวเองว่า King แต่จะมี Grand Duke / ArchDuke ด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ArchDuke Franz Ferdinand ผู้ที่การถูกลอบสังหาร เป็นชนวนไปสู่สงครามโลกครั้งที่1
ในขณะที่ สมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งต่อให้เป็นบรรดาศักดิ์พิเศษขั้นสูงสุด
ก็ยังเป็นข้ารับใช้ของพระมหากษัตริย์อยู่ดี
หากมองในแง่มุมนี้ การแปลเทียบชั้นกัน ก็อาจจะไม่สมกันนัก
กรณีของ Earl/Count นั้น เป็นบรรดาศักดิ์เท่ากัน
แต่Earl จะใช้กับขุนนางอังกฤษ
ส่วนCountกับที่เทียบเคียงกัน ใช้กันในประเทศในแผ่นดินหลัก

ในกรณีของจีน
王(หวาง/อ๋อง)/大公(ไท่กง) => 公(กง) => 侯(โหว) => 伯(ป๋อ) => 子(จื่อ) => 男(หนาน)
ก่อนที่จะแปลว่ายศไหนเทียบชั้นอะไรได้ ต้องถามก่อนว่า ต้นเรื่อง มาจากยุคไหน
ในช่วงราชวงศ์ซางกับราชวงศ์โจว (ประมาณ1000~500BC)
王 หมายถึงกษัตริย์ผู้เป็นเจ้าเหนือเจ้าแคว้นทั้งปวง
ส่วน 公 ถึง 男 เป็นเจ้าแคว้นต่างๆ จากใหญ่ไปเล็ก แต่ละแคว้นมีสถานะเป็นประเทศของตัวเอง
ยกตัวอย่างที่ดังๆ ก็ 太公望 (ไท่กงวั่ง)เจียงจื่อหยา ผู้สำเร็จราชการราชวงศ์โจว
ซึ่งหลังจากโค่นล้มราชวงศ์ซางได้ ก็ได้ไปก่อตั้งแคว้น 齊 (ฉี)
แล้วลูกหลานก็ใช้บรรดาศักดิ์ 公 ต่อ
ซึ่งตรงนี้ ถ้าไปอ่านตามตำราอังกฤษ ก็จะมีที่ใช้Marquis อยู่เหมือนกัน
พอเข้าถึงยุค戦国(จั้นกว๋อ) (ประมาณ500~221BC)
บรรดาเจ้าแคว้นต่างๆ ไม่ขึ้นกับราชวงศ์โจวต่อ และหันมาใช้ 王 กันหมด ตำราอังกฤษ ใช้ King
จนมาถึงสมัยฉินซีฮ่องเต้รวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่ง
ก็ได้ประกาศใช้คำว่า帝(ตี้)เรียกตัวเอง
แล้วคำว่า 王 ก็ถูกลดความสำคัญลงมา เหลือแต่เจ้าแคว้นใหญ่
ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเชื้อพระวงศ์ ตรงนี้ ตำราอังกฤษ จะใช้คำว่า Prince แทน
ส่วน公ถึง男 ลดเหลือกลายเป็นระดับชั้นของขุนนางแต่งตั้ง
คนที่ได้อ่านสามก็ก อาจจะได้เห็นเนื้อเรื่องช่วงที่โจโฉแต่งตั้งตัวเองเป็น 王
ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญอยู่ที่
โจโฉแสดงนัยยะทางอำนาจว่าตัวเองเทียบชั้นเท่าราชนิกูล ไม่ใช่ข้ารับใช้ราชวงศ์ฮั่นอีกแล้ว
จีนเรียกกษัตริย์ทั่วโลก รวมถึงไทยว่า 王 หมด
ซึ่งหากใช้ในการแปลในลักษณะนี้แล้ว
กษัตริย์ไทยจะมีสถานะเทียบเท่าแค่ราชนิกูลชั้นผู้ใหญ่ของราชวงศ์จีนเท่านั้น
จึงอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมนัก
การที่ละครจีนแปลไทย จะใช้คำทับศัพท์ว่า อ๋อง ไปเลย จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ง่ายกว่า

ในกรณีของญี่ปุ่น
เดิมทีบรรดาศักดิ์ของขุนนางในราชสำนัก กับตำแหน่งเจ้าแคว้นต่างๆ เป็นของแยกกัน
ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นของที่พระราชทานให้กันกับในกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น
พอเข้ามาถึงยุคเมย์จิ ( ประมาณ1868AD )
ญี่ปุ่นได้ปรับมาใช้ระบบPeerage ตามแบบยุโรป เรียกว่า華族(คะโซคุ) และยืมศัพท์จีนมาใช้ เป็น
公爵(โคชาคุ) => 侯爵(โคชาคุ) => 伯爵(ฮาคุชาคุ) => 子爵(ชิชาคุ) => 男爵(ดันชาคุ)
และยุติการใช้ในปี1947 หลังญี่ปุ่นแพ้สงครามและใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นบรรดาศักดิ์จากการพระราชทาน
แต่การแปลเป็นอังกฤษ จะสะดวกหน่อยตรงที่ว่า ทางญี่ปุ่นกำหนดมาชัดเจนว่าเทียบขั้นได้เลย
公爵 Duke/Prince => 侯爵 Marquis => 伯爵 Earl/Count => 子爵 Viscount => 男爵 Baron
ถ้าจะแปลมาเป็นไทย การใช้คำทับศัพท์อาจจะลำบากหน่อยตรงที่ว่า公爵 กับ 侯爵 เป็นคำพ้องเสียง
แต่การจะแปลตามนี้ อาจจะไม่ได้เป็นปัญหามากนัก เพราะเป็นของพระราชทานเหมือนกัน
公爵 เจ้าพระยา => 侯爵 พระยา => 伯爵 พระ => 子爵 หลวง => 男爵 ขุน
ตรงนี้มีเกร็ดอยู่หน่อยว่า สมเด็จพระจักรพรรดิของญี่ปุ่น
ไม่ได้เรียกว่า皇帝 (โคเท) หรือ จักรพรรดิ ในความหมายของจีนหรือยุโรป
แต่เรียกว่า 天皇(เทนโน)
ซึ่งเทนโนนั้น เป็นคำศัพท์เฉพาะที่ไม่มีในวัฒนธรรมอื่น
ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนพอดูต่อสถานะของเทนโน
สำหรับผู้ที่ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างเต็มรูปแบบ
เช่นเดียวกันกับ大名(ไดเมียว)
ซึ่งอันที่จริงแล้วดินแดนในปกครองเป็นประเทศของตัวเอง มีจุดยืนเทียบเท่ากันกับเจ้าประเทศเลยทีเดียว
แต่เพราะเป็นข้ารับใช้ของเทนโนและโชกุนด้วย
ทำให้มีสถานะเพียงแค่ขุนนางใหญ่ในมุมมองของวัฒนธรรมอื่นเท่านั้น

สรุป สาเหตุที่ควรจะใช้คำทับศัพท์ไปเลย
เพราะความต่างกันในระบบสังคมและบริบท การแปลโดยใช้คำศัพท์ท้องถิ่นจะทำให้ความหมายดั้งเดิมหายไป
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s